เมษายน 21, 2014, 04:16:29 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ยินดีต้อนรับหมู่พี่น้องศิษย์หลวงพ่อสังวาลย์ ทุกท่านครับ
 
  หน้าแรก   กระดานหลวงพ่อสังวาลย์   ร้านค้า ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


***คำเตือน! ระวังการทำธุรกรรมซื้อขายกับสมาชิกที่ยังไม่ได้ยืนยันตนนะครับ***
กฏกติกา และมารยาทในการใช้งานกระดานซื้อขาย

วิธีการสมัครใช้บริการร้านค้ากับทางเว็บฯ
เปิดรับสมาชิกปกติ หลังจากสมัครสมาชิกแล้ว รบกวนแนบไฟล์บัตรประชาชนพร้อมเบอร์ติดต่อ กลับมาที่เมล์ตอบรับด้วยครับ ขอบคุณครับ
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เหรียญไก่ฟ้าคู่บารมี เนื้อชุบทองลงยาสี หมายเลข172 หลวงปู่สรวง วัดถ้ำพรหมสวัสดิ์  (อ่าน 2489 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
longago
ผ่านการยืนยันตนแล้ว
เกจิอาจารย์
*

จิตพิสัย 770
กระทู้: 754



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
| |
« เมื่อ: ธันวาคม 08, 2011, 11:21:56 AM »

เหรียญไก่ฟ้าคู่บารมี เนื้อชุบทองลงยาสี หมายเลข172 หลวงปู่สรวง วัดถ้ำพรหมสวัสดิ์ จ.ลพบุรี 1,000 บาท โจ้ 028900760 ,0826728836

วัดถ้ำพรหมสวัสดิ์วัดที่...หลวงปู่สรวง วรสุทโธ"ศรัทธาสร้าง"
        “พระครูสุทธิวราภรณ์” หรือ “หลวงปู่สรวง วรสุทโธ” อายุ ๗๕ ปี พรรษาที่ ๕๐ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดถ้ำพรหมสวัสดิ์ ต.ช่องสาริกา อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี และที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบลช่องสาริกา นับเป็นเกจิอาจารย์ร่วมสมัยแห่งในยุคนี้ที่ได้รับการยอมรับนับถือในฐานะ “พระดีศรีเมืองละโว้”
             หลวงปู่สรวง เป็นผู้ให้กำเนิดวัดถ้ำพรหมสวัสดิ์เป็นเวลานานกว่า ๓๐ ปีแล้ว มีข้อวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัด จริยวัตรงดงาม และปฏิปทาน่าเลื่อมใส มีเมตตาธรรมสูง อยู่อย่างเรียบง่าย เป็นผู้มีจิตมุ่งมั่นในพระพุทธศาสนามาแต่สมัยเป็นสามเณร จนกระทั่งอุปสมบทเป็นพระภิกษุ และมีความกล้าแกร่งทางจิตอันเกิดจากการฝึกฝน โดยออกธุดงค์แต่ครั้งยังเป็นพระหนุ่ม ได้พบเจอและได้รับการอบรมสั่งสอน พร้อมกับถ่ายทอดสรรพวิชาต่างๆจากพระอาจารย์สายกรรมฐานมากมายหลายองค์

             นอกจากนี้แล้วหลวงปู่สรวงยังเป็นพระอาจารย์ด้านวิปัสสนากรรมฐาน สายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต หนึ่งเดียวในลพบุรี รวมทั้งยังเชี่ยวชาญวิทยาคมเป็นที่เลื่องลือไปทั่วภาคกลาง ได้รับการยกย่องให้เป็นพระเกจิอาจารย์ระดับแนวหน้า ที่ตั้งมั่นอยู่ในสมณธรรมอย่างเคร่งครัด มีวัตรปฏิบัติเรียบง่าย ปฏิปทางดงาม เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้ได้พบเห็น
             พ.ศ.๒๔๙๖ มีโครงการอุปสมบทเฉลิมพระเกียรติถวายในหลวงเนื่องในวโรกาสเสด็จนิวัติกลับประเทศไทย ท่านจึงตัดสินใจบวชครั้งแรก ณ วัดศรีบุรีรัตนาราม อ.เมือง จ.สระบุรี แล้วไปพักที่วัดบ้านทึ่ง อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี มีโอกาสได้ฝากตัวเป็นศิษย์ หลวงปู่แขม หรือ “อดีตเสือฝ้าย” เสือรุ่นเก่าก่อนเสือมเหศวร รวมทั้งได้ไปกราบสนทนาธรรมและเรียนวิชาจากหลวงปู่ขอม วัดไผ่โรงวัว

             พ.ศ.๒๔๙๗ ได้ลาสิกขาออกไปใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ หลังจากนั้นได้กลับไปอุปสมบทเป็นพระฝ่ายมหานิกาย เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๐ ที่วัดบ้านโพนเมืองน้อย โดยมีเจ้าอธิการคำ อิณณมุตโต วัดบ้านชะแง เป็นพระอุปัชฌาย์ แล้วกลับไปจำพรรษากับหลวงปู่แขม ท่านได้สอนสรรพวิชาอาคมต่างๆ ให้จนหมดสิ้นตลอด ๒ พรรษา และยังได้เรียนวิชากับหลวงพ่อแขก วัดหัวเขา, เรียนสักยันต์กับอาจารย์ผาด หรือเสือผาด

             ต่อมาได้ออกธุดงค์ไปหาพระอาจารย์ฝ่ายกรรมฐาน โดยก่อนเดินทางได้กลับไปเยี่ยมบ้านและพบกับพระอาจารย์คำบุ ธัมมธโร สหธรรมิกของพระอาจารย์จวน ท่านจึงพาไปพบกับพระอาจารย์จวน และได้รับการแนะนำให้ญัติใหม่เป็นฝ่ายธรรมยุต เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๒ ที่วัดประชานิยม อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร โดยมีพระครูพุฒิวราคม วัดบ้านหนองดินดำ เป็นพระอุปัชฌาย์ เจ้าอธิการบุญมี จิตปุญโญ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้อยู่จำพรรษาที่วัดประชานิยมซึ่งมีพระอาจารย์บุญ ชินวังโส เป็นเจ้าอาวาส

             ระหว่างที่ธุดงค์อยู่ตามชายฝั่งแม่น้ำโขงได้ถวายตัวเป็นศิษย์หลวงปู่ตาเดียว พระกรรมฐานในป่า ผู้เรียนวิชาจากสมเด็จลุน และญาท่านกรรมฐานแพง ได้เรียนวิชาตำราโบราณตะกรุดไก่แก้ว-ไก่เถื่อน สาลิกา สีผึ้งพญาหงส์ทองจาก อาจารย์ทา ฆราวาสชาวเขมรที่จังหวัดศรีษะเกษ และอาจารย์เพ็ง จังหวัดอุบลราชธานี ศิษย์ฆราวาสสมเด็จลุน หลังจากเดินธุดงค์มาสร้างวัดที่จังหวัดลพบุรีแล้ว หลวงปู่สรวงยังได้มีโอกาสถวายตัวเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสะแก ได้รับการถ่ายทอดวิชาการสร้างพระยันต์ นะ ครอบจักรวาลกับหลวงปู่ดู่ด้วย

             เมื่อครั้งที่ท่านธุดงค์เดี่ยวมาถึง อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ได้ปักกลดอยู่ใต้ต้นมะเดื่อริมคลองพร้อมอธิษฐานจิตจำพรรษา จากนั้นได้นั่งสมาธิบริกรรมภาวนา ปรากฏในนิมิตมีเทวดา ๓ องค์มานิมนต์ให้ไปโปรดญาติโยม (อดีตชาติ) ที่อยู่ในถ้ำพรหมสวัสดิ์ ท่านจึงกำหนดจิตไปตามเทวดา ได้พบเห็นสภาพภายในถ้ำที่มีหินงอกหินย้อย หลืบห้องสลับซับซ้อนสวยงามวิจิตรและถ้ำห้องโถงใหญ่ที่มีองค์เทพคอยพิทักษ์รักษา เป็นที่สัปปายะ จึงคิดสร้างวัดขึ้น ณ สถานที่แห่งนี้ โดยเริ่มบุกเบิกพื้นที่ ก่อสร้างถาวรวัตถุ ศาสนวัตถุ และพัฒนามาอย่างต่อเนื่องรวมเวลาถึง ๒๖ ปี จนกระทั่งกลายเป็น “วัดถ้ำพรหมสวัสดิ์” ที่มีกุฏิเสนาสนะ และสถานที่ปฏิบัติธรรมร่มรื่นกลมกลืนกับธรรมชาติ

 

 “เทพเจ้าแห่งขุนเขาสาลิกา”


              "สรวง พรหมสวัสดิ์" เป็นชื่อและสกุลเกิดของหลวงปู่สรวง วรสุทฺโธ เกิดเมื่อวันพุธที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๔๗๖ ปีระกา ณ บ้านน้อยนาเวิน เลขที่ ๗ หมู่ ๑๐ ต.โพนเมืองน้อย อ.หัวตะพาน  จ.อุบลราชธานี (ปัจจุบัน จ.อำนาจเจริญ) บิดา นายประสาร มารดา นางสอน พรหมสวัสดิ์ มีพี่น้องทั้งหมด ๘ คน

             หลวงปู่สรวง เป็นพระที่สมถะ เรียบง่าย สงบ นิ่งบริสุทธิ์ สุขุม แม้จะไม่ใช่พระสายพุทธาอาคมขลัง  เพราะโด่งดังมาตามเส้นทางสายป่าวิปัสสนากรรมฐานศิษย์พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต แต่ความเชื่อความศรัทธาในบุญบารมี และ “ของดี” ที่ท่านสร้างสรรค์ขึ้น  ล้วนมีกระแสตอบรับที่ดีเหนือคำบรรยาย ท่านได้รับสมญานามว่า เจ้าตำรับ “ไก่ฟ้าพญาเลี้ยง” และ “เทพเจ้าแห่งขุนเขาสาลิกา” ที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร วัตถุมงคลเครื่องรางของขลังทุกรุ่น เป็นที่นิยมแพร่หลาย มากด้วยประสบการณ์เข้มขลังในด้านแคล้วคลาดปลอดภัย เมตตามหานิยม โชคลาภ

             พลังศรัทธาในตัวหลวงปู่สรวงนั้นมีมากมาย ส่งผลให้มีลูกศิษย์ลูกหาหลากหลายสาขาอาชีพ  และมีการจัดสร้างพระเครื่อง-วัตถุมงคลเป็นที่ระลึกในโอกาสต่างๆ เพื่อนำปัจจัยรายได้ใช้ในพัฒนาความเจริญรุ่งเรืองให้วัดถ้ำพรหมสวัสดิ์ดั่งที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน 


* ไก่1.jpg (60.15 KB, 400x500 - ดู 88 ครั้ง.)

* ไก่2.jpg (65.17 KB, 400x500 - ดู 81 ครั้ง.)

* ไก่3.jpg (48.52 KB, 400x500 - ดู 80 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
longago
ผ่านการยืนยันตนแล้ว
เกจิอาจารย์
*

จิตพิสัย 770
กระทู้: 754



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
| |
« ตอบ #1 เมื่อ: ธันวาคม 08, 2011, 11:24:02 AM »

“หากสิ้นบุญหลวงปู่แล้วต่อไปให้ไปทำบุญสร้างวัดกับหลวงพ่อสรวง จังหวัดลพบุรีนะ เพราะท่านเป็นพระแท้และไม่ธรรมดาเลยทีเดียว”
หลวงปู่ดู่  พรหมปัญโญ วัดสระแก กล่าวกับลูกศิษย์ที่มาหา (คุณอรรถพล อมรรัตนภักดีกุล )
 หลวงปู่สรวง  วรสุทฺโธ  วัดถ้ำพรหมสวัสดิ์ อายุ ๗๘ ปี พรรษา ๕๒
หลานแท้ๆ พ่อท่านลี ธัมมธโร วัดอโศการาม พระมหาเถราจารย์ผู้ศึกษาทั้งด้านปริยัติ วิชา อาคม จนแตกฉาน ปฎิบัติวิปัสสนากัมมัฎฐาน จนเข้าถึงแก่นธรรมขั้นสูงคือ อภิญญาฌาน การรู้แจ้ง
อายุกาลพรรษามาก ภูมิธรรมเอกอุ พระกัมมัฎฐานหนึ่งเดียวในจังหวัดลพบุรี เสกอะไรเป็นแรง ทำอะไรเป็นขลัง ด้วยอานุภาพพลังสมาธิจิตที่แก่กล้า เจ้าตำรับไก่ฟ้าพญาเลี้ยง ตะกรุดโทน “ไก่เถื่อน” สืบสานตำนานการสร้างตามตำราโบราณสมเด็จสังฆราช (สุก) ไก่เถื่อน ซึ่งได้รับการถ่ายทอดวิทยาอาคมจากหลวงปู่แขม วัดสำเภาล่ม จังหวัดสุพรรณบุรี ศิษย์เอกหลวงพ่อเนียม วัดน้อย ได้รับการถ่ายทอดวิชาการทำตะกรุดโทนอันลือลั่น
จากหลวงปู่โทน  กันตสีโล ศิษย์หลวงปู่ใหญ่สมเด็จลุน เมืองเวินไซนครจำปาสัก ประเทศลาว
อัตตะโนชีวประวัติ (ย่อ)
พระครูสุทธิวราภรณ์ (หลวงปู่สรวง  วรสุทฺโธ)  นามเดิม สรวง  นามสกุล  พรหมสวัสดิ์  เกิดเมื่อวันพุธที่  ๑๔  กุมภาพันธ์ พ.ศ.  ๒๔๗๖  ขึ้น  ๓  ค่ำเดือน  ๓  ปีระกา  บ้านน้อยนาเวิน  บ้านเลขที่  ๗  หมู่  ๑๐  ตำบลโพนเมืองน้อย  อำเภอหัวตะพาน  จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันจังหวัดอำนาจเจริญ) บิดา  นายประสาร  มารดา  นางสอน  พรหมสวัสดิ์  มีพี่น้องทั้งหมด  ๘  คน หลวงปู่สรวง  วรสุทฺโธ อายุ ๗๘ ปี พรรษา ๕๔ สมถะ เรียบง่าย สงบ  นิ่งบริสุทธิ์ สุขุม สาธุชนกล่าวขานถวายนามว่า “เทพเจ้าแห่งขุนเขาสาลิกา” อุปสมบทเมื่อปี 2496 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาสเสด็จกลับประเทศไทย ที่วัดศรีบุรีรัตนาราม จังหวัดสระบุรี มีภิกษุอุปสมบทด้วยกันสมัยนั้นมากถึง 2,000 รูป ได้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดสำเภาล่ม จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อขอถวายตัวเป็นศิษย์หลวงปู่ขอม วัดไผ่โรงวัว พระอมตะเถราจารย์ร่างไม่เน่า เปื่อย หลวงปู่แขม วัดสำเภาล่ม ศิษย์เอกหลวงพ่อเนียม  วัดน้อย สหธรรมิก หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน  ผู้เป็นอาจารย์หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค และหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ได้รับการถ่ายทอดวิชาเป่านะหน้าทองจากหลวงปู่อิ่ม และอาจารย์แขก วัดหัวเขา ผู้เป็นทายาทอาคมแห่งหลวงปู่สุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ได้รับการสักยันต์ และวิชาการสักยันต์ การทำวัวธนู จากอาจารย์ผาด จอมขมังเวทย์ฆราวาสที่เรียนวิชาจากหลวงพ่อน้อย  วัดศรีษะทอง หลวงพ่อเงิน  วัดดอนยายหอม หลวงปู่เพิ่ม วัดกลางบางแก้ว จ.นครปฐม เมื่อครั้งธุดงค์อยู่ตามชายฝั่งแม่น้ำโขงได้ถวายตัวเป็นศิษย์หลวงปู่ตาเดียว พระกัมมัฎฐานในป่า ผู้เรียนวิชาจากสมเด็จลุน และญาท่านกรรมฐานแพง ได้เรียนวิชาตำราโบราณตะกรุดไก่แก้ว-ไก่เถื่อน สาลิกา สีผึ้งพญาหงส์ทองจาก อาจารย์ทา ฆราวาสชาวเขมรที่จังหวัดศรีษะเกษ และอาจารย์เพ็ง จังหวัดอุบลราชธานี ศิษย์ฆราวาสสมเด็จลุน หลังจากเดินธุดงค์มาสร้างวัดที่จังหวัดลพบุรีแล้วหลวงปู่สรวง ยังได้มีโอกาสถวายตัวเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสระแก ได้รับการถ่ายทอดวิชาการสร้างพระยันต์ นะ ครอบจักรวาลกับหลวงปู่ดู่ด้วย เมื่อเข้าใจถึงแก่นแท้แห่งวิชาอาคมที่ได้ศึกษามาแล้ว กรอป์กับต้องการศึกษาในด้านกัมมัฎฐานในปีพ.ศ.2500จึงได้เดินทางกลับอุบลราชธานี และได้มีโอกาสเจอกับพระอาจารย์คำบุ ธัมมธโร ศิษย์ในหลวงปู่มั่น  ภูริทัตโต จากนั้นพระอาจารย์คำบุ ได้เทศนาพร่ำสอนจนเกิดความเลื่อมใสในการปฏิบัติกัมมัฏฐานและได้พาธุดงค์ขึ้นไปหาพระอาจารย์จวน กุลเชฎฺโฐ ที่สำนักสงฆ์ถ้ำจันทร์ จังหวัดหนองคาย ได้เรียนวิชายันต์เกราะเพชร และปรอทปราบหงส์สา จากพระอาจารย์จวน ซึ่งท่านได้รับถ่ายทอดมาจากหลวงปู่มั่น ภายหลังได้ญัติเป็นพระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตในปีพ.ศ.2502 เพื่อศึกษาด้านจิตภาวนาวิปัสสนากัมมัฎฐานโดยมี พระครูพุฒิวราคม ศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เป็นพระอุปัชฌาย์ ที่พระอุโบสถวัดประชานิยม ตำบลคล้อใต้ อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนครในปีนั้น หลังจากอุปสมบทแล้วได้จาริกธุดงค์ไปจำพรรษากับหลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล  หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่ตื้อ  อจลธัมโม หลวงปู่แหวน สุจิณโณ หลวงปู่เทสก์  เทสรังสี หลวงปู่จวน กุลเชฎฺโฐ  หลวงปู่วัน  อุตฺตโม  หลวงปู่สิงห์ทอง ธัมมธโร และหลวงปู่คำบุ  ธัมมธโร พ.ศ.2509 ถึง 2513 ได้จาริกธุดงค์ไปกับพระอาจารย์จวน  พระอาจารย์คำบุ เพื่อสร้างสำนักสงฆ์ภูทอกดังที่ได้เห็นในปัจจุบัน พ.ศ.2518 ได้จาริกธุดงค์ไปกับพระอาจารย์คำบุ  ธัมมธโร  เพื่อสร้างสำนักสงฆ์สันติวนาราม จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันเป็นจังหวัดอำนาจเจริญ) พ.ศ.2524 ได้อำลาพระอาจารย์คำบุเพื่อเดินทางไปศึกษาธรรมะกับหลวงพ่อพุธ  ฐานิโย วัดป่าสาลวัน จังหวัดนครราชสีมา จากนั้นก็ได้จาริกธุดงค์ไปเรื่อยๆ ตามชายนา ป่าเขา ลำเนาไพร ได้พักจำวัดปักกลดอยู่ที่ใต้ต้นมะเดื่อต้นหนึ่ง ริมคลองน้ำในเขตอำเภอหมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี หลังจากนั่งสมาธิ จนจิตสงบแน่นิ่งแล้วหลวงปู่ได้นิมิตเห็นเทวดาสามองค์ลอยมาจากภูเขาด้านทิศตะวันออกพอถึงก็ก้มลงกราบ พร้อมกับเอ่ยวาจาอาราธนานิมนต์หลวงปู่ไปโปรดญาติที่ถ้ำภายในภูเขาอันเป็นที่ตั้งของวัดถ้ำพรหมสวัสดิ์ในปัจจุบัน หลวงปู่รับอาราธนาพร้อมกับเดินทางไปยังภูเขาที่เห็นในนิมิตภายในรุ่งเช้าหลังจากฉันภัตราหารเสร็จ เมื่อถึงก็ได้พบถ้ำใหญ่ดังที่เห็นในนิมิตหลวงปู่ได้พักปักกลดและปุรณะปฏิสังขรณ์จนเป็นวัดในปัจจุบัน ประวัติ และประสบการณ์ในการออกจาริกธุดงค์ด้วยระยะอันยาวนานกว่า 30 ปี ให้ศึกษาในอัตโนชีวประวัติ ฉบับสมบูรณ์
ขอเรียนเชิญร่วมงานทำบุญคล้ายวันเกิดอายุครบ ๗๘ ปี ๕๔ พรรษา๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ คณะสงฆ์และศิษยานุศิษย์น้อมจัดมุทิตาสัการะถวายในวันอาทิตย์ ที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ เชิญเข้าร่วมพิธีมหาพุทธาภิเษกโดยพระเกจิอาจารย์ดังแห่งยุค
วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ เวลา ๑๔.๐๙ น.
บันทึกการเข้า
longago
ผ่านการยืนยันตนแล้ว
เกจิอาจารย์
*

จิตพิสัย 770
กระทู้: 754



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
| |
« ตอบ #2 เมื่อ: ธันวาคม 08, 2011, 11:25:27 PM »

เหรียญพญาไก่เถื่อนรุ่นแรก หลวงปู่สรวง วัดถ้ำพรหมสวัสดิ์ เนื้อทองขาวลงยาสี เลี่ยมพร้อมบูชาสวยครับ 1,500 บาท โจ้ 028900760 ,0826728836


* พญาไก่เถื่อน1.jpg (36.42 KB, 427x460 - ดู 1513 ครั้ง.)

* พญาไก่เถื่อน2.jpg (34.37 KB, 424x444 - ดู 1478 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
longago
ผ่านการยืนยันตนแล้ว
เกจิอาจารย์
*

จิตพิสัย 770
กระทู้: 754



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
| |
« ตอบ #3 เมื่อ: ธันวาคม 09, 2011, 12:33:45 PM »

เหรียญไก่ฟ้าคู่บารมี เนื้อทองขาวลงยาสี หมายเลข 373 หลวงปู่สรวง วัดถ้ำพรหมสวัสดิ์ จ.ลพบุรี 1,000 บาท โจ้ 028900760 ,0826728836


* 373-1.jpg (60.83 KB, 400x510 - ดู 76 ครั้ง.)

* 373-2.jpg (62.88 KB, 385x510 - ดู 81 ครั้ง.)

* 373-3.jpg (50.79 KB, 427x510 - ดู 82 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
longago
ผ่านการยืนยันตนแล้ว
เกจิอาจารย์
*

จิตพิสัย 770
กระทู้: 754



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
| |
« ตอบ #4 เมื่อ: ธันวาคม 09, 2011, 12:37:34 PM »

ประวัติและปฏิปทาจริยาวัตรของหลวงปู่สรวง วรสุทฺโธ
************
หลวงปู่สรวง วรสุทฺโธ  มีนามเดิมว่าสรวง  นามสกุล พรหมสวัสดิ์  เกิดเมื่อวันที่ ๑๔  กุมภาพันธ์ พ.ศ.  ๒๔๗๖ ตรงกับวันพุธ ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๓ ปีระกา  ณ บ้านน้อยนาเวิน  บ้านเลขที่๗ หมู่ ๑๐ ตำบลโพนเมืองน้อย  อำเภอหัวตะพาน  จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันเป็นจังหวัดอำนาจเจริญ)
 บิดาของท่านชื่อ นายประสาร  มารดาชื่อนางสอน ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดาทั้งหมด ๔คน และพี่น้องร่วมมารดาอีก ๔ คน รวมทั้งหมดเป็น ๘ คนด้วยกัน มีชื่อตามลำดับดังนี้
                ๑.  นายสิงห์        พรหมสวัสดิ์         (ถึงแก่กรรม)
                ๒.  นายสังข์       พรหมสวัสดิ์         (ถึงแก่กรรม)
                ๓.  หลวงปู่สรวง     วรสุทฺโธ         
                ๔.  นางหนูพันธ์     พรหมสวัสดิ์    (ถึงแก่กรรม)
๕.  นายพรหมา วงศ์ก่อ                   (ถึงแก่กรรม)
                ๖.  นางสุตตา       วงศ์ก่อ                   (ปัจจุบันอยู่บ้านน้อยนาเวิน จ.อำนาจเจริญ)
                ๗.  นายหนูจันทร์ วงศ์ก่อ                 (ถึงแก่กรรม)
                ๘.  นายบัวพัน     วงศ์ก่อ                   (ถึงแก่กรรม)

                หลวงปู่มีโอกาสบวชเป็นครั้งแรกในปี ๒๔๙๖ เมื่อท่านมีอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์ ซึ่งการอุปสมบทครั้งนั้นเป็นการอุปสมบทหมู่พร้อมพระสงฆ์จำนวน ๒,๐๐๐ รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาสเสด็จนิวัติกลับประเทศไทย ณ วัดศรีบุรีรัตนาราม ตำบลปากเพียว อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี หลังจากอุปสมบทแล้วในปีนั้นทางจังหวัดสุพรรณบุรีขาดแคลนพระจำพรรษอยู่หลายวัดจึงได้มาขออาราธนาท่านเจ้าคุณวัดปากเพียว เพื่อขอพระสงฆ์ไปจำพรรษาที่จังหวัดสุพรรณบุรี หลวงปู่ได้รับขัดเลือกจากท่านเจ้าคุณพระอุปัชฌาย์ ให้ท่านได้เดินทางไปจำพรรษาที่ วัดบ้านทึ่ง  อำเภอเดิมบางนางบวช  จังหวัดสุพรรณบุรี และในช่วงเวลานี้เองที่หลวงปู่ได้มีโอกาสถวายตัวเป็นลูกศิษย์หลวงปู่แขม วัดสำเภ่าล่ม  ซึ่งในขณะนั้นท่านมีอายุได้เกือบ ๘๐ ปีแล้ว หลวงปู่แขมได้เมตตาสอนวิชาอาคมต่างๆ ที่ได้ศึกษามาจากหลวงพ่อเนียม หลวงพ่อโหน่ง และหลวงปู่อิ่มให้ เพราะพิจาราณาถึงความเหมาะสม บุคลิก จริยาวัตรของหลวงปู่ว่าเหมาะสมที่จะได้รับการถ่ายทอดวิชาอาคมเป็นอย่างยิ่ง เพราะโดยคุณสมบัติทั่วไปแล้วหลวงปู่ท่านเป็นคนสุขุม ไม่ค่อยพูดโอ้อวด ทำอะไรก็จริงจังเสมอ ถึงแม้ว่าจะเป็นภิกษุหนุ่ม พรรษาไม่มากก็ตาม ในปีนั้นหลวงปู่ไม่ได้จำพรรษาที่วัดหลวงปู่แขมเนื่องจากมีชาวบ้านมานิมนต์ให้ไปจำพรรษาที่วัดอื่นก็ไม่ไกลกันนัก  และวัดที่หลวงปู่จำพรรษาอยู่นี้ก็ไม่ไกลจากวัดไผ่โรงวัว ทำให้หลวงปู่ได้มีโอกาสได้ไปกราบสนทนาธรรมและวิชาความรู้ต่างๆจากหลวงปู่ขอมอยู่ตลอดพรรษา จนครั้นพ.ศ.๒๔๙๗ ในช่วงปลายปีหลังจากออกพรรษาแล้ว หลวงปู่จึงได้ย้ายไปอยู่วัดสำเภาร่ม กับหลวงปู่แขมองค์หลวงปู่แขมนั้น ท่านไม่ได้เป็นเจ้าอาวาสเป็นเพียงแต่พระลูกวัดจึงไม่มีรูปถ่ายให้อนุชนคนรุ่นหลังได้เห็น อดีตท่านเคยเป็นโจร ผู้คนให้นามกล่าวขานชื่อท่านว่า “เสือฝ้าย” แห่งสุพรรณ ผู้ที่รู้จักประวัติและให้ความเคารพหลวงปู่แขมเป็นอย่างดีคือ เสือมเหศวร เพราะเคยร่วมงานกันมานาน เมื่อได้รับสรรพวิทยาอาคมจากหลวงปู่แขมจนหมดสิ้นแล้ว หลวงปู่ได้ไปกราบคารวะถวายตัวเป็นลูกศิษย์หลวงปู่อิ่ม วัดหัวเขา แต่ยังไม่ทันได้ศึกษาอะไรมากนักหลวงปู่อิ่ม ก็มรณภาพ หลวงปู่ได้ศึกษาวิชาอาคมต่างๆ ต่อจากหลวงปู่แขก ผู้เป็นศิษย์แห่งหลวงปู่อิ่ม อีกที่หนึ่ง จึงได้ครบสมความตั้งใจที่อยากศึกษา ปลายปี พ.ศ.2498 หลวงปู่ได้ลาสิกขา เนื่องจากทางบ้านยังมีภาระอีกมาก กรอบกับโยมแม่ที่อุบลราชธานีป่วยหนัก
                ถึงแม้จะลาสิกขามาแล้ว ด้วยความเคยชิน และความมีอุปนิสัยที่รักในการบวชชอบความสงบ อาจจะเป็นเพราะบุญบารมีที่อบรมบ่มเพราะมาแต่ในอดีต วันหนึ่งหลวงปู่ก็เกิดความเบื่อหน่ายในชีวิตฆราวาส เบื่อหน่ายในหน้าที่การงานและการกระทำในปัจจุบันของตัวเอง เกิดความคิดขึ้นว่า “ชีวิตตัวเรานี้นอกจากจะกินเที่ยวแล้วก็หาสาระแก่นสารอะไรไม่ได้เลย ไม่มีคุณค่าและความหมายสมกับที่ได้เกิดมาเลย มีแต่ชักนำไปในทางที่ผิดมีแต่คิดไปในสิ่งที่ตกต่ำต่อไปนี้สิ่งในที่มันอยากทำเราก็จะไม่ทำ สิ่งไหนที่มันต้องการมากๆ เราก็จะไม่หามาให้มัน ลองดูสิทำไมมันมัวลงมัวเมาอยู่อย่างนี้”  เมื่อจิตเกิดความเบื่อหน่ายถึงขั้นนั้น กาลเวลาก็ล่วงเลยเข้า พ.ศ.๒๕๐๐  อันเป็นช่วงกึ่งพุทธกาลพอดี หลวงปู่จึงคิดตัดสินใจว่า จะทำการอุปสมบทอีกครั้งหนึ่งเพื่อเป็นการทดแทนบุญคุณให้กับบิดามารดา และเพื่อเป็นการดัดนิสัยตนเอง โดยในช่วงก่อนเข้าพรรษาก็ได้เข้าพิธีอุปสมบทที่บ้านเกิดในจังหวัดอุบลราชธานี            โดยมี เจ้าอธิการคำ  อิณฺณมุตฺโต วัดบ้านแชะแง เป็นพระอุปัชฌาย์
                หลวงปู่เล่าว่าอันที่จริงแล้วในครั้งนั้นเกิดความเบื่อหน่ายก็จริงแต่พอมาบวชแล้วก็มีเรื่องตามมาอีกคือโยมแม่อยากให้แต่งงาน หลวงปู่ตั้งใจที่จะบวชเพียงเจ็ดวันเท่านั้น แต่อาจจะเป็นเพราะเหล่าเทพเทวามาดลใจหรือด้วยบารมีที่เราสั่งสมมาในอดีตชาติก็สุดที่จะทราบได้ เมื่อถึงเช้าของวันที่เจ็ดในช่วงเวลาที่หลวงปู่กำลังเดินบิณฑบาตอยู่นั้นเอง ก็กลับมีเหตุการณ์ที่พลิกผันชีวิตของหลวงปู่จนทำให้ตัดสินใจที่จะเดินทางอยู่ในเส้นทางแห่งร่มกาวสาวพัตร มาตราบจนทุกวันนี้ กล่าวคือ ในขณะที่กำลังเดินผ่านบ้านหญิงคนหนึ่งที่กำลังรอใส่บาตรอยู่นั้น หลวงปู่ก็ได้เห็นภาพของหญิงคนนั้นกำลังสาละวนอยู่กับลูกที่กำลังร้องไห้กระจองอแง ยื้อยุดฉุดกระชากผู้เป็นมารดาของตนอยู่ ภาพเหตุการณ์นั้นทำให้หลวงปู่คิดย้อนไปถึงมารดาของหลวงปู่ว่า มารดาของเราก็คงจะต้องเหนื่อยยากลำบากเป็นอย่างมากเช่นเดียวกับหญิงผู้นี้ ในการที่จะอบรมเลี้ยงดูท่านมาจนเติบใหญ่เช่นในขณะนั้น ถึงแม้ว่าเราแต่งงานมีครอบครัวก็คงจักไม่ต่างอะไรกับหญิงคนนี้มากนัก ก็เกิดความเบื่อหน่ายขึ้นมาอีก และเมื่อหลวงปู่ได้เดินต่อมาอีกสักครู่ หลวงปู่ก็ได้เห็นหญิงชราผู้หนึ่งรอใส่บาตรอยู่ หญิงชราผู้นี้ทำให้หลวงปู่นึกไปถึงมารดาของหลวงปู่อีกครั้ง และก็คิดขึ้นได้ว่า วันหนึ่งข้างหน้า มารดาของเราก็คงจะมีผิวหนังเหี่ยวย่น แก่ชรา อ่อนกำลัง เช่นหญิงชราผู้นี้ถึงแม้เราแต่งงานภรรยา รวมทั้งตัวของเราก็คงจักเป็นเช่นนี้เหมือนกัน เมื่อคิดได้ดังนั้น ความตั้งใจในการลาสิกขาของหลวงปู่จึงปลาสนาการสิ้นไป จึงตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าเราจะครองเพศสมณะอยู่ในผ้าเหลืองต่อไปเพื่อแทนคุณมารดาของเรา ถือได้ว่าความกตัญญูกตเวทีที่หลวงปู่มีต่อมารดาของท่านนั่นเองที่กลายมาเป็นบุญบารมียิ่งใหญ่ที่มีส่วนทำให้หลวงปู่ได้เดินอยู่ในเส้นทาง แห่งความเป็นพระพุทธชิโนรสอันบริสุทธิ์มาจนตราบเช่นในปัจจุบัน
ดูเหมือนกับว่า การเห็นถึงความเป็นอนิจจังและทุกขังของร่างกายมารดาและหญิงชราในครั้งนั้นจะไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่เหนี่ยวรั้งหลวงปู่ไว้ให้อยู่ในผ้าเหลือง แต่เพียงเพื่อที่จะทำตามประเพณีและแสดงความกตัญญูต่อมารดาแต่เท่านั้น เพราะหลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น หลวงปู่ก็ได้พิจารณานำเอาสิ่งที่ท่านเห็นโน้มเข้าสู่กายของตนเองจนคิดได้ว่า ไม่ใช่เพียงแต่ร่างกายของมารดาหรือหญิงชราผู้นั้นเท่านั้นที่จะต้องเหี่ยวย่นและเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาหาได้เป็นสิ่งที่จีรังยั่งยืน แต่ตัวของท่านเองก็เช่นเดียวกันย่อมที่จะต้องเดินทางไปสู่ความเสื่อมสลายเช่นนั้นอย่างเดียวกันโดยที่ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ ท่านกล่าวว่าการน้อมสิ่งนี้มาใส่ตัวก็ทำให้ท่านเห็นว่า กายเขากายเรา ของเขาของเรา ต่างก็เหมือนกัน เป็นอย่างเดียวกันทั้งนั้น ไม่ได้มีความแตกต่างกันแต่อย่างใดเลย มีแต่ความไม่จีรังยั่งยืนทั้งสิ้น และในเช้าวันหนึ่งในขณะที่สายตาของท่านกำลังจับจ้องอยู่ที่ขอบบาตรในขณะที่กำลังบิณฑบาตนั้นเอง ท่านก็ได้เห็นมือข้างหนึ่งกำลังเอื้อมมาใส่กับข้าวในบาตรท่าน แต่แทนที่มือข้างนั้นจะเป็นมือที่มีเลือดเนื้อเช่นปุถุชนธรรมดาทั่วไป ภาพที่ปรากฏแก่ตาของท่านในครั้งนั้นกลับกลายเป็นกระดูกแห้งๆที่ไร้เนื้อหนังมังสาใดๆปกคลุม แม้ว่าหลวงปู่จะปิดฝาบาตรและเดินต่อไปโดยไม่ได้รู้สึกตระหนกตกใจประหนึ่งไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น แต่ภาพที่ท่านเห็นในครั้งนั้นก็ทำให้ท่านยิ่งเกิดความเบื่อหน่ายต่อการเกิด การตายและการมีชีวิตมากยิ่งขึ้นอีก จนทำให้ท่านตั้งใจว่า ท่านจะอยู่ในเพศบรรพชิตจนตลอดชีวิตโดยไม่มีความคิดที่จะกลับมาใช้ชีวิตในเพศฆราวาสอีกเลย
                อันที่จริงแล้ว ก่อนเข้าพรรษาในปีนั้น พ่อท่านลี วัดอโศการาม ผู้ซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่ของหลวงปู่ได้ทราบว่าหลวงปู่ออกบวชจึงได้ฝากคนมาบอกให้ท่านไปจำพรรษาอยู่ด้วย แต่ท่านก็ไม่มีโอกาสได้ไป แต่ก่อนเข้าพรรษาปีนั้นเองท่านก็ได้อำลาญาติโยมกลับไปจำพรรษากับหลวงปู่แขมที่วัดสำเภาร่ม อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี อีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากยังมีความสนใจในสรรพเวทย์วิทยาอาคมต่างๆ ตามความนิยมของคนในสมัยนั้น ในครั้งนี้หลวงปู่แขมท่านได้สอนสรรพวิชาอาคมต่างๆให้หลวงปู่ตามที่ท่านได้เรียนรู้มาจนหมดสิ้น หลังจากนั้นท่านก็ได้ไปขอเรียนวิชากับพระอาจารย์แขก ที่วัดหัวเขา ซึ่งท่านเป็นศิษย์รูปหนึ่งของหลวงปู่อิ่ม ต่อจากนั้นก็ได้ไปขอศึกษาวิชาอาคมกับอาจารย์ผาด หรือเสือผาด ในอดีต ซึ่งท่านได้สักยันต์ให้ และถ่ายทอดวิชาอาคมต่างๆ ให้จนหมดสิ้นเช่นกัน
                หลังจากที่ท่านได้ศึกษาวิชาอาคมต่างๆในจังหวัดสุพรรณบุรีอยู่สองพรรษา ท่านก็ได้กราบลาหลวงปู่แขมเพื่อออกเดินธุดงค์ไปหาพระอาจารย์ฝ่ายกัมมัฏฐาน โดยมีความตั้งใจว่าจะเดินทางไปหาพระอาจารย์จวน กุลเชฎฺโฐ แต่ยังไม่ทันที่จะได้พบกับพระอาจารย์จวน ในช่วงเวลาที่ท่านกำลังกลับไปเยี่ยมบ้านที่อำนาจเจริญนั่นเอง ก็พอดีประจวบเหมาะกับที่พระอาจารย์คำบุ ธมฺมธโร ซึ่งเป็นสหธรรมิกกับพระอาจารย์จวน ได้ธุดงค์มาพักปฏิบัติธรรมอยู่ที่ป่าช้าใกล้บ้านเหล่าขวาวอันเป็นบ้านเกิดของท่านอาจารย์อยู่พอดี หลวงปู่จึงมีโอกาสได้ไปกราบท่าน และก่อนเข้าพรรษาในปีนั้นเองท่านจึงพาหลวงปู่ออกเดินทางเพื่อไปพบพระอาจารย์จวน เพื่อให้มีโอกาสได้ประพฤติปฏิบัติธรรมตามที่ท่านตั้งใจไว้แต่แรก หลวงปู่จวนได้พิจารณาถึงจริยาวัตรของหลวงปู่แล้วว่าควรให้ญัติในคณะสงฆ์ธรรมยุต จึงได้ทำหนังสือขึ้นฉบับหนึ่งมอบหมายให้พระอาจารย์คำบุ นำพาหลวงปู่ไปยังจังหวัดสกลนคร เพื่อขอญัติเป็นพระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุต โดยที่แรกจะกราบขอ ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ วัดโพธิ์สมพร เป็นพระอุปัชฌาย์ แต่ปีนั้นท่านเจ้าคุณจูม เกิดอาพาธหนักไม่สามารถให้การญัติได้จึงได้มอบหมายให้พระครูพุฒิวราคม เป็นพระอุปัชฌาย์แทน

พรรษา ๑  พ.ศ. ๒๕๐๒ อายุ ๒๖ ปี
ญัตติใหม่เป็นธรรมยุต  ที่วัดประชานิยม ตำบลค้อใต้ อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
                ในช่วงปลายปี ๒๕๐๑ นั้นเอง หลวงปู่ก็ได้เดินทางไปถึงถ้ำจันทร์ อำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย อันเป็นที่ซึ่งพระอาจารย์จวนกำลังจำพรรษาอยู่ ซึ่งสำหรับพระอาจารย์คำบุนั้นเมื่อได้ส่งหลวงปู่เรียบร้อยแล้วก็ได้แยกเดินทางไปจำพรรษา ณ วัดธาตุฝุ่น อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร หลวงปู่เล่าว่าเมื่อท่านได้พบกับพระอาจารย์จวนเป็นครั้งแรกท่านก็ถามว่า เป็นยังไงมายังไง อยู่ที่ไหน หลวงปู่จึงกราบเรียนไปว่ามาจากบ้านโพนเมืองน้อย หัวตะพาน เป็นลูกพ่อใหญ่สาร จะมาขออยู่ฝึกปฏิบัติธรรมกับท่านอาจารย์ พอพูดเพียงเท่านี้ท่านอาจารย์จวนก็ดีใจใหญ่ว่า เป็นคนบ้านเดียวกัน ทั้งยังได้ยินชื่อว่าพ่อใหญ่สาร โยมบิดาเพียงเท่านั้นก็ทำให้ท่านอาจารย์จวน รับหลวงปู่ไว้ทันที ทั้งนี้เพราะเมื่อสมัยก่อนโยมบิดาของหลวงปู่นั้นท่านเคยบวชและเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่บ้านเหล่ามันแกวซึ่งเป็นบ้านของท่านอาจารย์จวน และท่านอาจารย์จวนเองก็เคยเป็นเด็กวัดคอยดูแลอุปัฏฐากโยมพ่อของหลวงปู่อยู่ในสมัยนั้น ก่อนที่โยมพ่อของท่านจะได้ลาสิกขาออกมาแต่งงานกับโยมแม่ที่บ้านน้อยนาเวินในภายหลัง ซึ่งอาจารย์จวนได้กล่าวกับท่านว่า “ ลูกชายกะใด่พ่อน่อ ” ( ลูกชายก็เหมือนพ่อ ออกบวชเหมือนกัน) ในตอนนั้นหลวงปู่เป็นพระสังกัดมหานิกาย พระอาจารย์จวนจึงให้เดินทางไปหาพระอาจารย์คำบุ ธมฺมธโร เพื่อให้ท่านพระอาจารย์คำบุพาไปญัตติใหม่เป็นพระธรรมยุต หลวงปู่จึงออกเดินทางไปพบพระอาจารย์คำบุที่วัดพระธาตุฝุ่นทันที ซึ่งหลังจากที่พระอาจารย์คำบุได้สั่งสอนเกี่ยวกับข้อวัตรปฏิบัติของพระกัมมัฏฐานฝ่ายธรรมยุตตามที่ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นได้อบรมสั่งสอนและทำการพิจารณาอยู่หลายวัน ท่านจึงได้พาหลวงปู่ไปญัตติใหม่ ณ วัดประชานิยม อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร โดยมี หลวงปู่พระครูพุฒิวราคม ซึงเป็นศิษย์ผู้ใหญ่ในหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต แห่งวัดบ้านหนองดินดำ ตำบลค้อใต้  อำเภอสว่างแดนดิน  จังหวัดสกลนคร  เป็นพระอุปัชฌาย์ และมีเจ้าอธิการบุญมี  ฐิตปุญโญ  เป็นพระกรรมวาจาจารย์ (ปัจจุบันท่านจำพรรษาอยู่วัดประชานิยม จ.สกลนคร) เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๐๒ เวลา ๑๗.๐๐ น. ซึ่งหลวงปู่เล่าว่าในครั้งนั้นหลวงปู่มีเงินพอที่จะได้ถวายปัจจัยแก่พระอุปัชฌาย์เพียง  ๑๐  บาท  และไม้ขีดไฟ  ๑  กล่องเท่านั้น
                และในพรรษาแรกของการญัตตินี้ ท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดประชานิยมเพื่อทำการศึกษาข้อวัตรปฏิบัติในแบบอย่างพระธรรมยุตและปฏิบัติพระอุปัชฌาย์และครูบาอาจารย์โดย มี  พระอาจารย์บุญ  ชินว์โส  เป็นเจ้าอาวาส โดยหลวงปู่จำพรรษาอยู่กับหลวงปู่พร น้องชายของ หลวงปู่พุฒ แต่อยู่มาไม่นานท่านพระอุปัชฌาย์คือหลวงปู่พุฒ ก็ได้มรณภาพลง หลวงปู่จึงได้ช่วยจัดพิธีศพจนเสร็จเรียบร้อย หลังจากนั้นท่านจึงออกเดินทางธุดงค์เพื่อไปศึกษาข้อวัตรและการปฏิบัติอยู่กับหลวงปู่ขาว อนาลโย ที่วัดถ้ำกลองเพล
พรรษา ๒-๖
พ.ศ.๒๕๐๓-พ.ศ.๒๕๐๗ อายุ ๒๗-๓๑ ปี
จำพรรษาวัดบ้านโพนเมืองน้อย ตำบลโพนเมืองน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอุบลราชธานี
(ปัจจุบันจังหวัดอำนาจเจริญ)
 แต่ครั้นพอใกล้จะเข้าพรรษาในระหว่างปี ๒๕๐๓ หลวงปู่ก็ได้ยินข่าวว่าโยมแม่ป่วยหนัก ท่านจึงตัดสินใจกลับจากหนองบัวลำภูมาจำพรรษาที่วัดบ้านโพนเมืองน้อย เพื่ออุปการะโยมแม่ของท่านโดยมีความตั้งใจที่จะพาโยมแม่ออกบวชปฏิบัติธรรมที่วัดถ้ำกลองเพลกับหลวงปู่ขาว แต่โยมแม่ก็ได้จากไปในช่วงออกพรรษาปีนั้นเอง เช่นเดียวกับที่หลวงปู่แขม ผู้เป็นครูบาอาจารย์องค์แรกของท่านก็ได้มรณภาพลงในปีนั้นเช่นกัน
หลังจากที่งานศพของโยมแม่เสร็จสิ้น หลวงปู่ก็ได้นำพาญาติโยม ชาวบ้านก่อสร้างศาลาการเปรียญขึ้น ๑ หลัง และเสนาสนะต่างๆ อีกเป็นจำนวนมากพอเสร็จจากการฉลองศาลาการเปรียญท่านก็ได้ออกเดินธุดงค์ต่อ โดยในระหว่างออกพรรษาของแต่ละปีหลวงปู่ท่านจะออกเดินธุดงค์ไปหาครูบาอาจารย์และติดตามท่านไปจนถึงช่วงใกล้เข้าพรรษาจึงเดินทางกลับ การเดินธุดงค์ในสมัยนั้นส่วนมากหลวงปู่จะมีครูบาอาจารย์ที่ร่วมเดินทางด้วยกันรวม ๔  รูป กล่าวคือพระอาจารย์จวน  พระอาจารย์วัน  พระอาจารย์คำบุ และพระอาจารย์สิงห์ทอง สำหรับพระอาจารย์สิงห์ทองนั้นท่านได้พาหลวงปู่เดินธุดงค์ไปด้วยกันโดยตลอดในหน้าแล้งของทุกๆ ปี และในบางครั้งท่านก็เดินธุดงค์ร่วมกับพระอาจารย์วัน เพียงสองรูปเท่านั้น
ตั้งแต่พ.ศ.  ๒๕๐๗ เป็นต้นมา หลวงปู่จะจำพรรษาอยู่กับพระอาจารย์จวนโดยตลอด  และในช่วงออกพรรษาทุก ๆ  ปี  พระอาจารย์จวนก็จะพาเดินธุดงค์ไปในที่ต่าง ๆ  บางครั้งก็ให้ไปองค์เดียวตรงไหนผีดุ ๆ  เข็ด ๆ  น่ากลัวพระอาจารย์จวนมักจะพาไปแล้วก็ทิ้งให้อยู่คนเดียว เพื่อจะได้เป็นการฝึกตนทรมานกิเลสและสร้างขันติธรรม  ซึ่งหลวงปู่ก็มักจะได้ข้ออรรถข้อธรรมจากสถานที่เหล่านั้น  มาเล่าถวายท่านพระอาจารย์จวนอยู่เสมอ ๆ ส่วนมากแล้วท่านพระอาจารย์จะบอกให้ไปอยู่ถ้ำนั้นถ้ำนี้  เขาลูกนั้นเขาลูกนี้ตลอดเวลาที่ร่วมเดินธุดงค์กัมมัฏฐานด้วยกัน  แล้วจะนัดแนะกันว่าเดือนหน้าค่อยพบกันตรงนั้นตรงนี้แล้วท่านก็จะจากไป  ท่านไม่ค่อยสอนธรรมะอะไรมากมายสอนนิด ๆ  หน่อย ๆ  ในบางเรื่องที่สงสัยและก็ให้ไปประพฤติปฏิบัติเอาเอง  ส่วนมากจะให้ไปอยู่อบรมฟังธรรมะและศึกษาข้อวัตรปฏิบัติกับหลวงปู่ขาว  อนาลโย  ที่วัดถ้ำกลองเพลแทบทุกปีในช่วงออกพรรษาตลอดฤดูแล้ง  พอใกล้เข้าพรรษาก็กลับมาจำพรรษากับพระอาจารย์จวนที่ถ้ำจันทร์  อำเภอบึงกาฬเช่นเคยเหตุเพราะหลวงปู่ชอบอยู่เงียบ ๆ  ไม่ชอบความวุ่นวายเพราะที่วัดถ้ำกลองเพลสมัยนั้นมีพระเณรประมาณ  ๔๐ – ๕๐   รูป อีกทั้งแม่ชีด้วยจึงไม่เป็นที่สับปายะสำหรับหลวงปู่
 สมัยก่อนนั้นท่านพระอาจารย์จวนยังไม่ได้ขึ้นไปอยู่ที่ภูทอกท่านสร้างวัดอยู่ที่ถ้ำจันทร์ อำเภอบึงกาฬ
พรรษา ๗-๙ พ.ศ.๒๕๐๘-๒๕๑๐ อายุ ๓๒ – ๓๔ ปี
จำพรรษาที่สำนักสงฆ์ถ้ำจันทร์ ดงสีชมพู อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย
บันทึกการเข้า
longago
ผ่านการยืนยันตนแล้ว
เกจิอาจารย์
*

จิตพิสัย 770
กระทู้: 754



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
| |
« ตอบ #5 เมื่อ: ธันวาคม 09, 2011, 12:38:44 PM »

ในช่วงระยะเวลาออกพรรษาในทุกๆ ปี ตั้งแต่ปีพ.ศ.  ๒๕๐๖ -  ๒๕๑๐ หลวงปู่มักจะเดินธุดงค์กับคณะครูบาอาจารย์อยู่แถวภูหลวง  ภูพาน  ดงหม้อทอง  อำเภอวานรนิวาส  ซึ่งเป็นดงหนาทึบ  มีถ้ำใหญ่ ๆ  อยู่มาก  มีภูผาโขดหินและผลาญหินสวยงาม ทั้งสัตว์ป่าดุร้ายก็ชุกชุมทั้งเสือทั้งช้างเหมาะที่จะช่วยพระกัมมัฏฐานปราบกิเลสให้กำราบอ่อนราบลงเป็นอย่างยิ่ง ถึงจะอยู่ใกล้กับพ่อแม่ครูจารย์ก็ตาม หลวงปู่ก็ไม่ได้ชอบใจ เพราะยังคงมีพระเณรเข้ามาศึกษากัมมัฎฐานอยู่โดยตลอด หลวงปู่จึงได้ปลีกวิเวกออกจาริกธุดงค์ไปรูปเดียว ครั้นเกิดปิติความสงสัยในการฝึกสมาธิหลวงปู่ก็จะไปกราบเรียนถามไปประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่อบรมกัมมัฏฐานกับหลวงปู่ขาว อนาลโย ที่วัดถ้ำกลองเพลเป็นประจำ ที่วัดถ้ำกลองเพลนี้หลวงปู่ยังได้พบกับครูบาอาจารย์และสหธรรมมิกอีกหลายรูปด้วยกันเป็นต้นว่า พระอาจารย์บุญเพ็ง พระอาจารย์น้อย และพระอาจารย์อ่ำ ซึ่งสำหรับพระอาจารย์อ่ำนั้นแม้ว่าหลวงปู่จะได้พบกับท่านที่ถ้ำกองเพลเป็นเวลาเพียงสองถึงสามวันเท่านั้น และจะมาพบกันอีกบ้างก็ในช่วงระหว่างการเดินธุดงค์ไปในที่ต่างๆเป็นครั้งคราว แต่ในปัจจุบันนี้กลับกลายเป็นว่าหลวงปู่อ่ำกลับกลายมาเป็นสหธรรมมิกที่หลวงปู่มีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างมาก ซึ่งอาจจะสืบเนื่องมาจากว่า ท่านทั้งสองได้มาพำนักอยู่ในเขตภาคกลางเช่นเดียวกันจึงมีโอกาสที่จะพบปะกันมากกว่าครูบาอาจารย์รูปอื่นๆก็เป็นได้  สำหรับในช่วงเวลาที่อยู่ที่วัดถ้ำกองเพลนั้น นอกจากองค์หลวงปู่ขาวแล้ว  ครูบาอาจารย์อีกองค์หนึ่งซึ่งหลวงปู่รักและเคารพนับถือมากทั้งในด้านข้อวัตรปฏิบัติและความสมถะเรียบง่ายมักน้อยสันโดษ รวมถึงการปรารภความเพียรก็คือ  พระอาจารย์จันทา  ถาวโร  (ปัจจุบันอยู่วัดป่าเขาน้อย จ.พิจิตร)  หลวงปู่อยู่ด้วยกันกับพระอาจารย์จันทาที่ถ้ำกลองเพลเป็นเวลาหลายปี  ซึ่งหลวงปู่กล่าวยกย่องท่านเสมอว่าการประพฤติปฏิบัติของพระอาจารย์จันทาเป็นแบบอย่างที่ดีมากสำหรับผู้มุ่งหวังความพ้นทุกข์อันทำให้เพื่อนสหธรรมิกที่อยู่รอบข้างมีความมุมานะตั้งใจบำเพ็ญอย่างไม่ลดละเหมือนดังที่ท่านทำให้เห็นและปฏิบัติให้ดู ซึ่งความรัก ความเคารพ และความผูกพันของหลวงปู่ที่มีต่อหลวงปู่จันทานั้นก็ยังคงเป็นสายสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นและยังปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะแม้ว่าหลวงปู่จะไม่มีโอกาสที่จะได้พบกับหลวงปู่จันทาบ่อยนักหลังจากที่ท่านมาพำนักประจำที่ลพบุรี แต่ทุกครั้งที่หลวงปู่ได้เข้าไปกราบเยี่ยมเยียนหลวงปู่จันทาผู้เป็นประหนึ่งพี่ชายใหญ่ของท่านที่ท่านเคารพรัก ภาพที่ครูบาอาจารย์พระเถระเช่นหลวงปู่ได้ก้มลงกราบผู้อาวุโสกว่าด้วยความนอบน้อม และการโอภาปราศรัยด้วยความอ่อนโยน รวมทั้งภาพของความเมตตาขององค์หลวงปู่จันทาที่กวักมือเรียกหลวงปู่ให้เข้าไปหาอย่างใกล้ชิดด้วยความยินดี ก่อนที่จะทำการปรารภธรรมสากัจฉากันอย่างออกรสก็เป็นภาพอันงดงḲมที่สร้างความปลื้มปติḕิให้กับเหล่าบ踣รรดาลูกศิษย์ของท่านยิ่งนัก ที่ได้มีโอกาสพบเห็นครูบาอาจารย์ทั้งคู่รื้อฟื้นเรื่องเก่าๆมาพูดคุยกันอย่างสนุกสนานĠแม้ว่าในช่วงเวลาปัจจุบันนี้องค์ท่านหลวงปู่จันทาจะมีสุขภาพลานมัยที่ไม่཈แข็งแรงนักตา⸡ธรรมชาติของธาตุขันธ์ที่นับวันจะผุพังลงไปเรื么อยๆโดยที่ไม่มีใครจะสามารถห้ามปรา串มหรือหยุดยั้งได้ ดังที่พระพุทธองค์ได้ทรงชี้ให้เห็นถึงสัจธรรมดังกล่าวแล้วนี้ก็ตาม
               
                นอกจากการฟังข้อวัตรปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ขาวที่วัดถ้ำกองเพลแล้⹉ว ในช่วงเวลาดังกล่༲วนี้หลวงปู่ยังถือโอกาสไปปฏิบัติธ⸘รรม ༡กับพ่อแม่ครูบาอาจารย์อีกหลายรูป เช่น  หลวงปู่คำดี  ปภาโส  และ  หลวงปู่บุญจันทร์  จนฺทวโร  ที่วัดถ้ำผาผึ้ง   หลงปู่สิม  พุทธาจาโร  ที่วัดถ้ำผาป่อง  เชียงดาว รวมถึง  หลวงปู่เทสส์  เทสรํสี หลวงปู่ชอบ  ฐานสโม หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม อีกด้วย สำหรับองค์หลวงปู่ฝั้น อาจาโร นั้นหลวงปู่ไปหาบ่อยมากเนื่องจากอยู่ไม่ไกลกัน ท่านเป็นครูบาอาจารย์อีกรูปหนึ่งที่หลวงปู่เคารพมา踁ก  เมื่อมีปัญหาอะไรสงสัยเกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติหลวงปู่ก็มักจะไปกราบเรียนถามกับหลวงปู่ฝั้นอยู่เสมอๆ
ในระหว่างพรรษาที่ ๗ นั้น หลวงปู่จำพรรษาอยู่ กับพระอาจารย์จวนและพระอาจารย์คำบุที่ถ้ำจันทร์จนเมื่อถึงฤดูแล้งออกพรรษา ท่านพระอาจารย์จวน และพระอาจารย์蹌คำบุได้พาหลวงปู่ออกเดินธุดงค์ไปกราบนมัสการหลวงปู่ขาวอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะกราบลาหลวงปู่ขาวออกเดินทางธุดงค์ต่อไปในสถานที่ต่างๆ ในพรรษานี้เองที่หลวงปู่ได้ปฏิบัติธรรมอย่างหนักไม่นอนตลอดพรรษาถือเอาอิริยาบถ ๓ เป็นอารมณ์ คือ ยืน เดิน นั่ง เท่านั้น ในคืนหนึ่งขณะที่จิตสงบระงับจากนิวรณ์ทั้งหลาย เกิดความสว่างไสวภายในจิตใจเป็นอย่างมาก มีความเยือกเḢ็นเกิดปิติทราบซานไปทั่วทุกขณะจิตไม่มี亡ีความวิตกกังวล ใดๆ ทั่งสิ้น ได้เกิดนḴมิตเห็น “ ต้นไม้ยืนตายพรายมีสีขาวไม่มีกะพี ไม่มีเปลือก มีแต่แก่นล้วนๆ ในนิมิตนั้นหลวงปู่ไ乄ด้ปีนป่ายขึ้นไปบนต้นไม้  ตั้งแต่ลำต้นจนถึงยอดสุด  ปีนป่ายไỄปทุกกิ่งกาน  แล้วกลับมาที่เดิม        และได้หยุดอยู่ใกล้กับยอดต้นไม้นั้น  ในขณะที่หยุดอยู่นั้นได้เห็นมดสีดำเดินออกมากันเป็นแถวจากรูเล็กรูหนึ่ง ของต้นไม้นั้น หลวงปู่ได้พิจารณามดนั้นว่าเปรียบเหมือนกิเลสน้อยใหญ่ที่ยังเหลืออยู่ ในร่างกายสังขาร พอพิจารณาไปได้สักพักจิตก็ถอนออกจากสมาธิ เพราะได้เวลาทำวัตรเช้า ซึ่งตอนนั้นเป็นเวลาเกือบ ๕ ชั่วโมง ”
หลวงปู่ได้เล่านิมิตดังกล่าวถวายหลวงปู่ขาว หลวงปู่ขาวท่านบอกว่า “ดีแล้ว ใกล้จะเสร็จแล้ว ให้ทำความเพียรให้หนักและพยายามอีกต่อไป เพื่อจะได้ไล่มดดำ มดแดงทั้งหลาย ให้หนีออกจากสังขาร อันจะเป็นเหตุให้นำมาเกิดในภพน้อยภพใหญ่อีก กิเลสแม้เพียงน้อยนิดก็อย่าประมาทนะ และอย่าให้เหลืออยู่ในขันธะสันดานอย่างเด็ดขาดนะ”
พรรษา ๑๐ พ.ศ.  ๒๕๑๑  อายุ ๓๕ ปี ภาวนาในถ้ำใต้บาดาล
  ได้ย้ายจากถ้ำจันทร์ขึ้นไปภูทอกกับ  พระอาจารย์จวน  กุลเชฏฺโฐ  และ  พระอาจารย์คำบุ  ธมฺมธโร  ไปอยู่กับท่านอยู่ไม่ได้นานเท่าไหร่ ก็ช่วยกันสร้างศาลาการเปรียญ และบันได้ขึ้นภูทอกจนแล้วเสร็จดังปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน

                วันหนึ่ง เวลาตอนกลางคืนเดินจงกรมอยู่ผลาญหินได้ยินเสียงบ๊อก  มองเลยทีนี้แดงโล่มาเลย  ลูกปืนใหญ่มันยิง วู้.....บึมกลางอากาศ เขากำลังรบกับพวกคอมมิวนิสก์  ทุกคืนเราเดินจงกลมอยู่  ทางเดินจงกรมมันมีหินอยู่ก้อนหนึ่งมันเป็นรู  ตรงนั้นมีงูจงอางอยู่คู่หนึ่ง  มันออกเข้าอยู่ทุกวัน  ตอนกลางคืนตอนเช้าก็ออกหากินของมัน  เราเดินจงกรมของเราอยู่  วันนั้นเรียกว่าสมาธิเมตตาขึ้นเต็มที่  คล้ายโลกนี้มีเราคนเดียวไม่มีอะไรพอดีมันมา  อาตมาเดินไป  ไปนั่งที่รูก้อนหิน  บอกขอดูหน่อยเอามือล้วงลงไปจะไปคว้ามันออกมามันไม่ให้จับ  บอกขอดูหน่อย.......เราเป็นคนท้องไร่ท้องนาอยู่อุบล ฯ ไม่เคยเห็น  ไม่ทำร้ายอะไรหรอก  คว้าดึงมันอยู่อย่างนั้นแหละ  ทำอยู่นานเหมือนกันนะ  ทีนี้เลยไปหาไม้มาเกาะ  ไม้สดเราหักไม่ได้เพราะเราเป็นพระ  ก็ได้ไม้แห้ง ๆ  ตัวมันใหญ่มันหนัก  ดึงออกมามันก็หัก  สักพักหนึ่งเณรณรงค์มาเห็นเข้าก็ไปบอกหลวงปู่จวน   หลวงปู่จวนมาเห็นเขาท่านก็ดุเอาอีกไม่ใช่พ่อนะนั่นน่ะ  ระวังเถอะ  จิตเราถอนเลย.........พอนึกขึ้นได้ก็นั่งสั่น  เหงื่อแตกหมดเลยจิตมันถอนออกแล้ว  ในช่วงนั้นอย่าว่าแต่งูจงอางเลย  แม้แต่ช้าง  เสือก็สามารถที่จะจับมันได้  จิตเต็มเปี่ยมไม่มีอะไรเลย  ไม่มีอะไรมาคิดว่ามันจะทำร้ายอย่างนั้นอย่างนี้ไม่มี  มีแต่เมตตา  มันเต็มเปี่ยมในช่วงนั้น  สามารถที่จะจับได้คลำได้เลย  อันนี้คือช่วงวันหนึ่งที่ผ่านมาพอสังเขป
ครั้งหนึ่งย้อนไปในปี พ.ศ.๒๕๐๘ ท่านอาจารย์จวนชวนไปเที่ยววิเวกเทศน์โปรดญาติโยม  ที่เข้ากับพวกคอมมิวนิสต์ที่บ้านส่องดาวอยู่ช่วยเทศนาสั่งสอน  ชาวบ้านกับพระอาจารย์วันที่บ้านส่องดาวจนเป็นผลสำเร็จคือพวกที่เข้ากับคอมมิวนิสต์พากันกลับใจ  จนภายหลังได้ก่อตั้งให้เป็นอำเภอส่องดาว ปรากฏมาจนเท่าปัจจุบันนี้ อยู่ที่บ้านส่องดาวนั้นไม่ได้ฉันข้าวตั้ง 3 วันสืบเนื่องมาจากญาติโยมเข้าใจว่า หลวงปู่ พระอาจารย์วัน พระอาจารย์จวน พระ 3 รูปนี้เป็นคอมมิวนิสต์ หลวงปู่กล่าวกับท่านอาจารย์จวนว่า อยู่ก็ไม่ได้ฉันข้าว เราควรจะปลีกหนีนะอาจารย์ ท่านอาจารย์จวน กล่าวว่า หนีไม่ได้ต้องใช้หนี้เขาก่อน เราเป็นพระจะกลัวอะไร ต้องแสดงความบริสุทธิ์ของเราให้เขาเห็น ครั้นเวลาผ่านไปสามวันญาติโยมก็เข้าใจว่าพวกท่านเป็นพระแน่น่อน จึงยอมใส่บาตรให้หลังจากได้ทำความเข้าใจกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงได้ออกธุดงค์ต่อ ที่บ้านส่องดาวนี้หลวงปู่ได้เจอกับ ร.ต.อ.เสรี เตมียเวส ด้วยซึ่งเป็นสารวัตรปราบปรามอยู่ตอนนั้น การประพฤติปฏิบัติธรรมในครั้งนั้นหลวงปู่เอาชีวิตเป็นเดิมพันจนได้รับการยกย่องจากครูบาอาจารย์อยู่เป็นประจำที่พูดเช่นนั้นหมายความว่า เวลาเรานั่งสมาธิตอนกลางคืนจิตเราเป็นอย่างไร นอนตอนไหนครูบาอาจารย์ท่านรู้หมด ถึงกับครั้นว่ารู้หมดใส่ หมดพุงเลยทีเดียว จะประมาทขาดสติไม่ได้ เพราะสภาวะจิตแห่งผู้ที่ท่านสำเร็จพระอรหันต์นั้นละเอียดอ่อนยิ่งนัก หลังจากออกจากบ้านส่องดาวแล้ว ก็ได้แยกทางกันกับพระอาจารย์วัน พระอาจารย์จวน หลวงปู่ธุดงค์ไปทางโซ่พิสัย ใกล้พบค่ำวันหนึ่งได้ปักกลดอยู่ริมคลองน้ำซึ่งเป็นน้ำตกไหลยาวไปถึงไหนก็ไม่ทราบเหมือน ครั้นทำวัตรสวดมนต์เสร็จหลวงปู่ก็เจริญสมาธิภาวนา ได้เกิดภาพนิมิตเห็นถ้ำใหญ่ภายใต้น้ำตกนั้น พอรุ่งเช้าหลังจากฉันเสร็จหลวงปู่ก็ได้ลอยลงไปดูใต้น้ำตกว่าจะเป็นดังที่เห็นหรือไม่ ปรากฏว่าที่น้ำตกไหลผ่านภายในเป็นถ้ำใหญ่ดังที่เห็นในนิมิต มีพระพุทธรูปทองคำ สามองค์ มีพระทรหด หนึ่งองค์ ที่ว่าพระทรหดนั้นเพราะเมื่อหลวงปู่จะเอี่ยมมือเข้าไปจับก็ขยับไปอีกทางหนึ่ง พอขยับมือไปอีกทางหนึ่งก็ขยับไปอีกเป็นอันว่าจับไม่ได้ ถ้ำใต้บาดาลนี้กว้างใหญ่มาก สงบเยือกเย็น เหมาะแก่การบำเพ็ญภาวนามาก ทุกวันหลังจากฉันเสร็จหลวงปู่จะดำน้ำลงไปภาวนาอยู่ในถ้ำแห่งนี้อยู่นานนับเดือนเพราะมันถูกจริต ในถ้ำแห่งนี้มีฤษี นุ่งขาวห่มขาวพิจารณาดูแล้วท่านฤษีนั้นเป็นเทพปกปักษ์รักษาอยู่ในถ้ำนี้ ท่านกล่าวกับหลวงปู่ในสมาธิว่า “หลานไม่ต้องกลัวนะ ให้บำเพ็ญภาวนาไปเทอญ ปู่ไม่ทำอันตรายใดๆ แต่จะคอยช่วยปกปักษ์รักษาหลานนะ” พอได้ยินดังนั้นจิตใจนี้กลับมีกำลังนักแน่นดุจดังภูเขาเล่ากาเลยก็ว่าได้ ทำไปทำมาวันหนึ่งมีพระรูปหนึ่งชื่อว่า ท่านอาจารย์พันธ์เคยอยู่ถ้ำจันทร์ด้วยกัน มาเจอ ก็แอบดูการกระทำของเราท่านคงเข้าใจว่าเราลงไปเอาของดีใต้น้ำ พอหลวงปู่ขึ้นจากการทำความเพียรไปทำกิจส่วนตัว ท่านอาจารย์นั้นก็แอบลงไปในน้ำมุดลงไปถึงพื้นดินก็ไม่เจออะไร กลับเจอจรเข้ใหญ่ตัวเท่าช้างท่านว่าอย่างนั้นรีบขึ้นมาทันที ท่านมาถามหลวงปู่ว่า เจออะไรไหมในน้ำหลวงปู่บอกว่าไม่เจออะไร แต่ผมเจอจระเข้ตัวเท่าช้างเลยท่านว่าอย่างนั้น หลวงปู่ก็ยิ้มเฉยๆ ไม่พูดอะไรต่อ ภายหลังได้ธุดงค์ไปกับอาจารย์สิงห์ทอง ถึงธารน้ำตกนี้อีกเลยเล่าให้อาจารย์สิงห์ทองฟัง ท่านอาจารย์สิงห์ทอง พูดขึ้นว่า “เซื่อโต แล่ง” (เชื่อท่าน) พอไปถึงน้ำตกก็ไม่พูดร่ำ ทำเพลงอะไร กระโดดลงไปทันที ตามนิสัยของท่านอาจารยสิงห์ทอง เป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว พอลงไปถึงถ้ำใต้บาดาล อาจารย์ก็ได้เจอทุกอย่างตามที่หลวงปู่เล่าให้ฟัง ครั้นขึ้นฝั่งมาท่านก็กล่าวขึ้นว่า “อย่าพาใคร มาเอานะ เพราะเจ้าของเขาดุน่าดู เอาถึงตายเลยนะ ถ้าไม่ใช่ท่านกับผมไม่มีโอกาสได้ดูหรอก ที่ถ้ำนี้หลวงปู่ขาว หลวงปู่ฝั้นเคยมาปฏิบัติธรรมแล้วนะ ถือว่าท่านมีบุญพอสมควร ให้รีบภาวนาเข้ามากๆ นะ”
บันทึกการเข้า
longago
ผ่านการยืนยันตนแล้ว
เกจิอาจารย์
*

จิตพิสัย 770
กระทู้: 754



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
| |
« ตอบ #6 เมื่อ: ธันวาคม 26, 2011, 08:16:02 PM »

 onion-head01เหรียญไก่ฟ้าคู่บารมี เนื้อทองขาวลงยาสี หมายเลข 373 ครับ โดนประมูลในเว็บพระไปแล้ว ขอบคุณทางเว็บที่ให้ใช้พื้นที่ครับ


* showimage.php.gif (31.67 KB, 128x128 - ดู 1121 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
longago
ผ่านการยืนยันตนแล้ว
เกจิอาจารย์
*

จิตพิสัย 770
กระทู้: 754



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
| |
« ตอบ #7 เมื่อ: มกราคม 06, 2012, 10:40:21 AM »

 onion-head01ปิดแล้วนะครับ โดนิมนต์ไปบางปลาม้าแล้วครับ ขอบคุณทางเว็บที่ให้ใช้พื้นที่ครับ


* images66.jpg (9 KB, 172x293 - ดู 1057 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

test speed
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2009, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF | Sitemap Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.314 วินาที กับ 22 คำสั่ง